Health Articles

Choose the right health programs and benefits for every stage of life, with expert guidance from our specialists.

Select Service Type
View All
แผนกศัลยกรรมกระดูกและข้อ
ปวดเข่าเรื้อรัง สัญญาณเตือนข้อเข่าเสื่อม
ปวดเข่าเรื้อรัง สัญญาณเตือนข้อเข่าเสื่อม            อาการปวดเข่า เวลาตื่นเช้าจะมีความรู้สึกปวดเข่า ตึงเข่า ขยับยาก หรือเวลาเดินขึ้น-ลงบันได แล้วมีเสียงกรอบแกรบบริเวณข้อ พฤติกรรมเหล่านี้อาจไม่ใช่อาการเมื่อยล้าปกติ แต่อาจเป็นสัญญาณเตือนของ “ภาวะข้อเข่าเสื่อมไ หรือ “โรคเข่าเสื่อม” ที่กำลังรบกวนในการใช้ชีวิตประจำวันโรคเข่าเสื่อม คืออะไร           ภาวะข้อเข่าเสื่อม (Knee Osteoarthritis) คือ ความเสื่อมสภาพของข้อเข่าที่เกิดขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยมีการทำลายกระดูกอ่อนผิวข้อ (Articular Cartilage) ส่งผลให้โครงสร้างภายในข้อเข่าเกิดการสึกหรอ นอกจากนี้ยังทำให้คุณภาพและปริมาณของ “น้ำไขข้อ” ลดลง ทำให้ประสิทธิภาพในการลดแรงกระแทกและคุณสมบัติการหล่อลื่นตามธรรมชาติลดน้อยลง โรคนี้พบได้บ่อยที่สุดในกลุ่มผู้สูงอายุ แต่ผู้ที่มีน้ำหนักตัวเกินหรือใช้งานข้อเข่าหนักก็มีความเสี่ยงเช่นกันอาการเตือนภาวะข้อเข่าเสื่อมปวดข้อเข่าเวลารับน้ำหนัก มีอาการปวดบริเวณข้อเข่าขณะอยู่ในท่างอเข่า ขณะที่มีการลงน้ำหนักที่เข่า ในลักษณะยืนนิ่งขณะเดินหรือขณะลงบันไดข้อเข่าตึงขยับยาก รู้สึกว่าข้อเข่าตึงหรือขยับเข่า งอเหยียดได้ยาก (Morning stiffnes) พบบ่อยในตอนเช้าหรือหลังตื่นนอน โดยมีอาการไม่นานเกิน 30 นาทีมีเสียงกรอบแกรบในข้อ รู้สึกหรือได้ยินเสียงครืดคราดภายในข้อเข่าขณะเคลื่อนไหวข้อเข่าบวมโต เข่าดูมีขนาดใหญ่ขึ้น อาจมีอาการปวดร่วมด้วยการดูแลตนเองพื้นฐานในโรคข้อเข่าเสื่อมหลีกเลี่ยงการนั่งหรือทำกิจรรมบนพื้น เช่น การนั่งยอง ๆ นั่งพับเพียบ นั่งขัดสมาธิหากจำเป็นควรมีเก้าอี้นั่งหลีกเลี่ยงกิจกรรมที่ต้องเดินนาน วิ่งยกของหนักหลีกเลี่ยงกีฬาที่ต้องมีการกระแทก กดทับข้อเข่า หรือกระโดด เปลี่ยนเป็นการออกกำลังกายภายในน้ำ เช่น แอโรบิกในน้ำ วิ่ง เดินเร็วบนน้ำ หรือปั่นจักรยานแทนหมั่นออกกำลังกาย บริหารเอ็นและกล้ามเนื้อรอบข้อเข่าอย่างสม่ำเสมอเป็นประจำทุกวัน เพื่อชะลอการเสียดสี เสื่อม และสึกหรอของโครงสร้างข้อเข่าควบคุมน้ำหนักตัวเพื่อลดการกดทับของข้อเข่าประคบร้อนและประคบเย็นที่ข้อเข่า เวลาที่มีอาการปวดได้ ไม่แนะนำให้นวด บีบเค้นในบริเวณที่ปวดการประคบร้อนหรือเย็น ให้พิจารณาปฎิบัติดังนี้ประคบร้อนเมื่อกล้ามเนื้อตึงเกร็งหรือต้องการให้เกิดการคลายตัวของกล้ามเนื้อทำก่อน หรือ หลังกายบริหาร 15-20 นาที/ครั้งประคบเย็นเมื่อมีอาการอักเสบเพิ่มขึ้นทราบได้จากการปวดเพิ่ม ผิวแดง ข้อเข่าร้อนวูบวาบทำหลังกายบริหารเมื่อปวดเพิ่ม 10-15 นาที/ครั้ง           เมื่อประคบเย็นเสร็จ หากตึงมากขึ้น ผู้ป่วยสามารถประคบอุ่นต่อได้ทันทีโดยไม่ต้องรอให้ผิวหายเย็นควรรับประทานยาที่แพทย์จ่ายร่วมด้วยเมื่อมีอาการปวดมากขึ้น           ภาวะข้อเข่าเสื่อม แม้จะไม่สามารถรักษาให้หายได้แต่สามารถชะลอความเสื่อม และบรรเทาอาการได้ ด้วยการปรับพฤติกรรม ปรึกษาแพทย์เพื่อรับยาลดอาการปวดอย่างเหมาะสมเมื่อมีอาการ เพื่อให้คุณกลับมาใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างมั่นใจ
นพ.สลักธรรม โตจิราการ
Read details
แผนกผิวหนัง
รู้จัก Ulthera นวัตกรรมยกระชับผิว ทำงานอย่างไร?
รู้จัก Ulthera นวัตกรรมยกระชับผิว ทำงานอย่างไร?                เมื่ออายุเพิ่มมากขึ้น โครงสร้างผิวจะเริ่มเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย โดยเฉพาะการสูญเสียความยืดหยุ่น ความแน่นฟู และความกระชับ ซึ่งเกิดจากการเสื่อมสภาพของคอลลาเจนในชั้นใต้ไขมัน หรือเรียกว่าชั้น SMAS                 ในปัจจุบัน มีนวัตกรรมการยกกระชับผิวโดยไม่ต้องผ่าตัดที่ได้รับความนิยม คือ Ulthera เทคโนโลยีคลื่นเสียงความถี่สูง เพื่อกระตุ้นกระบวนการสร้างคอลลาเจนใหม่ตามธรรมชาติUlthera คืออะไร?                 Ulthera เป็นนวัตกรรมยกกระชับผิวที่ใช้คลื่นเสียงอัลตราซาวน์ความถี่สูงแบบเจาะจง ส่งผ่านพลังงานจำนวนมากตรงเข้าสู่ผิวหนังในชั้น SMAS ชั้นผิวระดับลึก พร้อมหน้าจอแสดงภาพชั้นผิวแบบเรียลไทม์ขณะทำ ช่วยในการยกกระชับผิว ลดริ้วรอย โดยไม่ต้องผ่าตัด และไม่ต้องพักฟื้นการทำงานของเครื่อง Ulthera               Ulthera จะปล่อยพลังงานลงลึกใต้ชั้นผิวเป็นจุดความร้อนขนาดเล็ก โดยไม่ทำลายผิวชั้นนอก และเปลี่ยนเป็นพลังงานความร้อนระดับ 60-70 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นระดับอุณหภูมิที่มีความเหมาะสมในการกระตุ้นการหดตัวของเนื้อเยื่อและการสร้างคอลลาเจนใหม่ เครื่อง Ulthera สามารถส่งพลังงานลงลึกได้ 3 ระดับ เพื่อดูแลปัญหาผิวในชั้นที่แตกต่างกัน ดังนี้ระดับ 4.5 มิลลิเมตร ส่งพลังงานถึงชั้นฐานรองรับโครงสร้างใบหน้า SMAS ช่วยให้เนื้อเยื่อเกิดการหดตัว และยกกระชับบริเวณกรอบหน้าระดับ 3.0 มิลลิเมตร ชั้นไขมันใต้ผิว กระตุ้นกระบวนการการสร้างคอลลาเจนระดับ 1.5 มิลลิเมตร ลงลึกชั้นหนังแท้ส่วนบน ช่วยดูแลปัญหาริ้วรอยตื้นๆ และปรับสภาพผิวให้เรียบเนียนสม่ำเสมอUlthera เจ็บไหม? มีผลข้างเคียงอะไรบ้างที่ควรรู้ก่อนทำ               การทำ Ulthera หัตถการที่ช่วยในการดูแลผิวจากการใช้พลังงานคลื่นเสียงโดยไม่ต้องผ่าตัด มีข้อควรรู้และอาการข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นได้ ดังนี้ความรู้สึกขณะทำ อาจมีความรู้สึกอุ่นๆ หรือจี๊ดๆ บริเวณใกล้ชั้นกระดูก เช่น โหนกแก้ม หรือกรอบหน้ารอยแดงชั่วคราว อาจมีรอยแดงเล็กน้อยหลังทำ ซึ่งจะค่อย ๆ หายไปเองภายใน 1-2 ชั่วโมงอาการบวมตึง บางรายมีอาการบวมตึงบริเวณใบหน้า ช่วงกรอบหน้าหรือแก้ม จะค่อยๆ ดีขึ้นภายใน 2-3 วัน หรือประมาณ 1 สัปดาห์ข้อแนะนำก่อนเข้ารับบริการควรแจ้งประวัติสุขภาพ โรคประจำตัว และประวัติการแพ้ยา ให้แพทย์ได้ทราบก่อนเสมอผู้ที่มีแผลเปิด ติดเชื้อบริเวณใบหน้า มีการใส่อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ หรือโลหะในร่างกาย ต้องได้รับการประเมินจากแพทย์อย่างละเอียดก่อนเข้ารับบริการ              Ulthera ถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการดูแลยกกระชับผิวหน้า ด้วยกลไกพลังงานคลื่นเสียงความถี่สูงลงลึก กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่ตามธรรมชาติ ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับสภาพผิว ปัญหาผิวเฉพาะบุคคล และการประเมินของแพทย์ ก่อนเข้ารับการรักษาควรปรึกษาแพทย์เฉพาะทาง เพื่อวางแผนการรักษาที่เหมาะสม
พญ.ดารวรรณ สววิบูลย์
Read details
แผนกส่องกล้องทางเดินอาหาร
ส่องกล้องลำไส้ใหญ่ รู้ก่อนตัดสินใจ
ส่องกล้องลำไส้ใหญ่ รู้ก่อนตัดสินใจมะเร็งลำไส้ใหญ่เป็นหนึ่งในมะเร็งที่พบบ่อยในประชากรไทยทั้งในผู้ชายและผู้หญิง มักเป็นผู้ป่วยในระยะลุกลาม หรือ ระยะแพร่กระจาย รวมกันแล้วกว่าเกือบ 70% ของผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ทุกระยะ ผู้ป่วยกลุ่มนี้จำเป็นต้องได้รับการรักษาด้วยการผ่าตัดใหญ่ หรือการผ่าตัดเพื่อยกถุงถ่ายทางหน้าท้อง รวมทั้งการให้เคมีบำบัด ยามุ่งเป้า การส่องกล้องลำไส้ใหญ่จึงเป็นวิธีการคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่ที่ดีที่สุดในปัจจุบัน สามารถตรวจพบมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้ตั้งแต่ระยะแรกๆส่องกล้องลำไส้ใหญ่คืออะไร?การส่องกล้องลำไส้ใหญ่ เป็นการตรวจวินิจฉัยความผิดปกติภายในลำไส้ใหญ่โดยการใช้กล้องลักษณะขนาดเล็กเป็นท่อยาวเล็กๆ สอดผ่านทวารหนักเข้าไปในลำไส้ใหญ่ระหว่างการเข้ารับการตรวจแพทย์สามารถมองเห็นความเปลี่ยนแปลงของเยื่อบุลำไส้ เช่น ติ่งเนื้อ แผลอักเสบ หรือความเสี่ยงของมะเร็งลำไส้ใหญ่ในระยะเริ่มต้น ซึ่งทางแพทย์จะใช้ระยะเวลาประมาณ 20-30 นาที เป็นหนึ่งวิธีที่ใช้ในการคัดกรองเพื่อตรวจสอบความผิดปกติได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ทำให้สามารถวางแผนการรักษาได้อย่างเหมาะสมผู้ที่ควรส่องกล้องลำไส้ใหญ่มีอายุ 45 ปีขึ้นไปมีประวัติครอบครัวเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่หรือมีติ่งเนื้อถ่ายอุจจาระมีเลือดปน ถ่ายดำมีอาการท้องผูกสลับกับท้องเสียท้องเสียเรื้อรังน้ำหนักลดลงโดยไม่ทราบสาเหตุผู้ที่เคยตรวจพบติ่งเนื้อในลำไส้เตรียมตัวอย่างไรเมื่อส่องกล้องลำไส้ใหญ่การเตรียมตัวก่อนการส่องกล้องลำไส้ใหญ่ จำป็นต้องมีการเตรียมลำไส้ให้สะอาดไม่ให้มีเศษอุจจาระมาบังความผิดปกติ โดยมีขั้นตอนการเตรียมลำไส้ ดังนี้เลี่ยงผัก ผลไม้ และอาหารที่กากใยสูง ก่อนวันที่เข้ารับการตรวจอย่างน้อย 2 วันรับประทานอาหารที่ย่อยง่าย อย่างน้อย 1 วันงดอาหาร 6-8 ชั่วโมง ก่อนเข้ารับการตรวจ สามารถดื่มน้ำเปล่าหรือน้ำหวานใส ได้ก่อน 2 ชั่วโมง ก่อนเข้ารับการตรวจงดยาละลายลิ่มเลือด 3-7 วัน หรือตามแพทย์สั่งการเข้ารับการตรวจส่องกล้องลำไส้ใหญ่ ควรอยู่ภายใต้กการวินิจฉัยจากแพทย์เฉพาะทาง เพื่อพิจารณาความเหมาะสมในการตรวจตามอาการ ความเสี่ยง และประวัติสุขภาพของผู้ป่วยแต่ละบุคคล
นพ.ปุณภณ วรานพหิรัญ
Read details
แผนกหู คอ จมูก
ไขข้อสงสัย "อาการหูอื้อ" เกิดจากอะไร?
ไขข้อสงสัย "อาการหูอื้อ" เกิดจากอะไร?           อาการ "หูอื้อ" หรือการได้ยินที่ลดลงไปจากภาวะปกติ เป็นปัญหาที่พบได้บ่อยและเกิดขึ้นได้กับทุกคน โดยพยาธิสภาพของอาการนี้สามารถเกิดขึ้นได้ตั้งแต่ หูชั้นนอก หูชั้นกลาง ไปจนถึงหูชั้นในหูชั้นใน ส่วนที่ฝังอยู่ในฐานกะโหลกที่ต่อมาจากหูชั้นกลาง ซึ่งหูชั้นในมีทั้งระบบการได้ยินและระบบการทรงตัวองค์ประกอบของหู หูชั้นนอก เริ่มตั้งแต่ใบหู รูหู ไปจนถึงแก้วหูหูชั้นกลาง พื้นที่หลังแก้วหูจะมีช่องว่างและ ท่อปรับอากาศ (Eustachian Tube) ที่เชื่อมไปเปิดที่หลังโพรงจมูก ภายในมีกระดูกค้อน ทั่ง และโกลน ซึ่งต่อจากแก้วหูทำหน้าที่ขยายสัญญาณเสียงส่งต่อไปยังหูชั้นในหูชั้นใน ส่วนที่ฝังอยู่ในฐานกะโหลก ต่อมาจากหูชั้นกลาง ซึ่งเป็นศูนย์รวมของทั้ง ระบบการได้ยิน และ ระบบการทรงตัวสาเหตุอาการหูอื้อ ที่พบบ่อยขี้หูอุดตัน สามารถให้เพื่อนช่วยส่องไฟเข้าไปดูในช่องหูทั้ง 2 ข้างเปรียบเทียบกันถ้ามีขี้หูจะเห็นเป็นสีดำ/เหลือง แต่ถ้ามองเข้าไปลึกไม่มีขี้หูจะเห็นแก้วหูเป็นสีขาววาวสะท้อนแสง การแก้ไขใช้ยาละลายขี้หูเพื่อให้ขี้หูเหลวอ่อนไหลออกมา หรือพบแพทย์เฉพาะทางเลือกใช้อุปกรณ์ในการทำความสะอาดหูช่องหูอักเสบ รูหูบวมทำให้หูอื้อจะมีอาการปวดร่วมด้วย กดรอบหูจะเจ็บปวด ตรวจพบมีช่องหูบวมแคบลง แก้ไขโดยแพทย์เป็นผู้พิจารณาใช้ยาหรือร่วมกับทำความสะอาดหูถ้าช่องหูบวมมากอาจต้องใส่สำลีเพื่อให้หยอดยาเข้าไปถึงบริเวณที่อักเสบได้แก้วหูอักเสบ หูชั้นกลางอักเสบ  หูจะอื้อ มีอาการปวดลึกๆอาจมีหนองไหลออกมาร่วมด้วย ตรวจช่องหูจะปกติแต่แก้วหูจะบวมแดงหรือพองน้ำ อาจพบมีรอยรั่วหรือมีหนองไหลออกมาจากหูชั้นกลาง แก้ไขโดยแพทย์พิจารณาใช้ยาและทำความสะอาดหูหากมีขี้หู หนอง เนื้อตายท่อปรับแรงดันอากาศ (Eustachian tube) อักเสบ  ตรวจช่องหูแก้วหูจะดูปกติหรือแก้วหูอาจยุบตัวลง อาจปวดอึดอัดเล็กน้อย หูอื้อเป็นบางครั้ง เคลียร์แรงดันในหูชั้นกลางแล้วหายเป็นช่วงๆ ถ้าเป็นซ้ำบ่อยๆหรือนานแพทย์จะพิจารณาตรวจดูในจมูกและหลังโพรงจมูกเพื่อแยกจากการมีก้อนเนื้องอกขวางทางเปิดท่อปรับอากาศที่อยู่หลังโพรงจมูก การรักษาเป็นการพิจารณาใช้ยาโดยแพทย์ร่วมกับสอนผู้ป่วยฝึกการปรับแรงดันหูด้วยวิธีต่างๆการบาดเจ็บต่อช่องหูแก้วหูหรือกระดูกค้อน ทั่ง  โกลน ที่อยู่ในหูชั้นกลาง สาเหตุในข้อนี้มักมีประวัติอุบัติเหตุต่างๆ แพทย์จะตรวจร่างกายร่วมกับพิจารณาใช้เครื่องมือหรืออุปกรณ์พิเศษอื่นๆรวมทั้งภาพทางรังสี การแก้ไขพิจารณาตามสาเหตุที่ตรวจพบว่าผิดปกติหูชั้นในเสื่อมฉับพลัน ข้อนี้สำคัญมาก สามารถแยกจากหูอื้อด้วยตัวเองเบื้องต้นโดยใช้วิธีการที่เรียกว่า Humm sign ถ้าหูชั้นในเสื่อมการได้ยินเสียงที่กระทบฟันจะไปข้างที่ดีกว่าแต่ถ้าเป็นหูอื้อจากสาเหตุก่อนหน้านี้จะมีเสียงสะเทือนจากฟันไปข้างที่มีอาการอื้อการดูแลและรับมือเบื้องต้นเมื่อมีอาการ "หูอื้อฉับพลัน"ไม่แคะ ปั่นหู หรือนำน้ำหยอดใส่หูปรับแรงดันหูชั้นกลางด้วยตัวเองอย่างถูกวิธี โดยการปิดจมูก ปิดปาก กลืนน้ำลาย หรือเป่าลมออกทางจมูกเบาๆ ให้เกิดเสียงดัง กรึก ในหูเพื่อช่วยเปิดท่อปรับแรงดันทดสอบอาการเบื้องต้นด้วยการทำ Humm sign เม้มปาก กัดฟัน และกระแทกเสียง ฮึม ในลำคอ สังเกตว่าเสียงจากฟันสะเทือนไปหูทั้ง 2 ข้าง เท่ากันหรือไม่ หากเสียงวิ่งไปข้างที่หูอื้อ มักเกิดจากระบบนำเสียงบกพร่อง แต่ถ้าเสียงวิ่งไปข้างที่ดี อาจเป็นความผิดปกติของหูชั้นใน ควรรีบพบแพทย์ทันทีให้คนรอบข้างช่วยตรวจเช็กหูเบื้องต้น หากทดสอบด้วยตัวเองแล้วยังไม่แน่ใจ สามารถให้คนใกล้ชิดช่วยส่องไฟดูภายรูหู โดยส่องเทียบกัน 2 ข้าง เพื่อสังเกตว่ามีขี้หูอุดตัน หรือสิ่งแปลกปลอมตกค้างในภายในช่องหูหรือไม่ หากไม่พบสาเหตุที่แท้จริงแนะนำให้รีบพบแพทย์           หากมีอาการหูอื้อเกิดขึ้นอย่างฉับพลัน ช่วง 72 ชั่วโมงแรก ควรรีบหาสาเหตุและได้รับการตรวจรักษาโดยเร็ว โดยเฉพาะหากเกิดจากภาวะ ประสาทหูเสื่อมฉับพลัน การได้รับการรักษาอย่างทันท่วงทีภายใน 72 ชั่วโมงแรก หรืออย่างช้าที่สุดไม่เกิน 2 สัปดาห์ จะเป็นช่วงเวลาที่มีโอกาสในการฟื้นฟูและกู้คืนการได้ยินให้กลับมาเป็นปกติ
นพ.ดารงณ์ จีรปัญญากูล
Read details
แผนกอายุรกรรมทั่วไป
ใครบ้าง? ที่ควรใช้ ปากกาควบคุมน้ำหนัก
ใครบ้าง? ที่ควรใช้ ตัวช่วยปากกาควบคุมน้ำหนัก         ปัจจุบัน "ยาฉีดเพิ่มควบคุมความหิว" หรือ "ยาฉีดลดน้ำหนัก" เป็นที่ได้รับความนิยมอย่างมากในการเข้ามาเป็นตัวช่วยจัดการภาวะน้ำหนักเกิน หรือ "โรคอ้วน" ซึ่งยาแต่ละตัวจะมีข้อบ่งใช้ที่เหมาะสมตามสภาพร่างกายของผู้ป่วย การเลือกใช้ยาจึงไม่ได้ดูแค่น้ำหนักที่ลดลง แต่ต้องมีการพิจารณาถึงโรคประจำตัวและสุขภาพในระยะยาวร่วมด้วย โดยเฉพาะระบบหัวใจและหลอดเลือดสมองยาตัวไหน เหมาะกับใคร?          ข้อมูลจากงานวิจัยทางการแพทย์ปี 2023-2026 พบว่าร่างกายและโรคประจำตัวที่ต่างกัน ส่งผลให้แนวทางการเลือกใช้ยาเพื่อการดูแลสุขภาพมีความแตกต่างกัน ดังนี้ผู้ป่วยเบาหวานร่วมกับโรคหลอดเลือด ตัวยาในกลุ่มควบคุมระดับน้ำตาลและน้ำหนัก เช่น ไทร์เซพาไทด์ เซมากลูไทด์ หรือ ดูลากลูไทด์ ซึ่งมีประสิทธิภาพในการช่วยดูแลและลดความเสี่ยงระบบหัวใจและหลอดเลือดได้ดีใกล้เคียงกัน แพทย์จะเลือกใช้ตามความเหมาะสมและข้อจำกัดของผู้ป่วยแต่ละรายผู้ป่วยที่มีภาวะอ้วนร่วมกับโรคหัวใจ (ระดับน้ำตาลปกติ) กลุ่มยา เซมากลูไทด์ มีส่วนช่วยลดความรุนแรงด้านระบบหัวใจและหลอดเลือดสมองผู้ป่วยที่มีภาวะอ้วนร่วมกับอาการเหนื่อยง่ายจากหัวใจโต ตัวยา ไทร์เซพาไทด์ จมีส่วนช่วยในการป้องกันไม่ให้ภาวะหัวใจล้มเหลวทรุดลงผู้ที่น้ำหนักเริ่มเกินเกณฑ์ ไม่มีโรคประจำตัว ผู้ป่วยที่อยากลดน้ำหนักเพื่อเพิ่มความมั่นใจแต่ยังไม่มีโรคประจำตัว ยังไม่มีความจำเป็นที่ต้องใช้ยาฉีดควบคุมความหิว โดยวิธีที่ดีที่สุดคือการปรับพฤติกรรม และคุมอาหารอย่างถูกวิธีสิ่งที่ต้องตัดสินใจ ก่อนปรึกษาแพทย์                ยาฉีดควบคุมความหิวเป็น "ยาควบคุมพิเศษ" ซึ่งต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์เฉพาะทางเท่านั้น เนื่องจากสภาพร่างกายและผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นในแต่ละบุคคลมีความแตกต่างกัน ก่อนเริ่มเข้ารับการรักษาควรคำนึงถึงสาเหุ ดังนี้มีปัจจัยเสี่ยงของโรคหัวใจหรือหลอดเลือดสมองร่วมด้วยมีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน ความดันโลหิต ไขมันในเลือดผู้ที่มีการผ่าตัดบายพาสหัวใจมีอาการเหนื่อง่ายกว่าปกติ ซึ่งเป็นสัญญาเบื้องต้นของภาวะหัวใจล้มเหลวมีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคหัวใจหรือมะเร็งตับอ่อน หรือไทรอยด์  หากเข้าข่ายที่จำเป็นต้องใช้ยา แนะนำให้เข้ามาปรึกษาแพทย์เพื่อทำการตรวจเช็กอย่างละเอียดและวางแผนการรักษาแหล่งอ้างอิงทางวิชาการNicho ls SJ, Pavo I, Bhatt DL, et al.Cardiovascular Outcomes with Tirzepatide versus Dulaglutide in Type 2 Diabetes.N Engl J Med.2025;393(24):2409-2420. PMID: 41406444 | DOILinco f AM, Brown-Frandsen K, Colhoun HM, et al.Semaglutide and Cardiovascular Outcomes in Obesity without Diabetes. N Engl J Med.2023;389(24):2221-2232. PMID: 37952131 | DOIKrüger N, Schneeweiss S, Desai RJ, et al.Cardiovascular outcomes of semaglutide and tirzepatide for patients with type 2 diabetes in clinical practice.Nat Med. 2025;32(1):342-352. PMID: 41207920 | DOIPacker M, Zile MR, Kramer CM, et al.Tirzepatide for Heart Failure with Preserved Ejection Fraction and Obesity. N Engl J Med. 2025;392(5):427-437.PMID: 39555826 | DOIChunduri S, Bidaoui G, Hussein MH, et al.Superior Cerebrovascular Outcomes with Tirzepatide versus Semaglutide in Diabetic CABG Patients: A GlobalNetwork Study of Propensity-Matched Patients. Cardiovasc Drugs Ther. 2025;40(3):1001-1011. PMID: 40938549 | DOIKatsura M, Horiuchi Y, Tanabe K, Wettersten N. Real-World CardiovascularOutcomes of Obesity Treatment With Tirzepatide Versus Semaglutide inNon-Diabetic Adults. Diabetes Obes Metab. 2026;28(6):5174-5183. PMID: 41891334 | DOI
นพ.สหรัฐ อังศุมาศ
Read details
แผนกอายุรกรรมระบบทางเดินอาหารและตับ
ไวรัสตับอักเสบ อี รู้ทันสัญญาณเตือนก่อนเสี่ยงตับวาย
ไวรัสตับอักเสบ อีรู้ทันสัญญาณเตือนก่อนเสี่ยงตับวาย           ไวรัสตับอักเสบ อี (Hepatitis E Virus หรือ HEV) เป็นเชื้อไวรัสชนิดหนึ่งที่ก่อให้เกิดภาวะตับอักเสบ โดยส่วนใหญ่เกิดจากการรับประทานอาหารหรือน้ำดื่มที่มีการปนเปื้อนเชื้อ ในคนทั่วไปที่มีสุขภาพแข็งแรง ร่างกายมักจะสามารถกำจัดเชื้อและหายได้เอง แต่สำหรับบางกลุ่มโดยเฉพาะผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยง โรคนี้อาจมีความรุนแรงจนนำไปสู่ ภาวะตับวายและอันตรายถึงชีวิตได้อาการของโรคไวรัสตับอักเสบ อีสัปดาห์แรก มีไข้ คลื่นไส้อาเจียน อ่อนเพลียตัวเหลืองตาเหลืองปัสสาวะสีเข้ม แล้วค่อยๆ ดีขึ้น ในระยะเวลาเกิน 1 เดือน            โดยทั่วไป หากผู้ป่วยมีภูมิคุ้มกันร่างกายอยู่ในเกณฑ์ปกติ อาการจะค่อยๆ ดีขึ้น และกำจัดเชื้อออกไปเองได้ในระยะเวลาประมาณ 1 เดือน และโอกาสหายขาดได้เกือบ 100%กลุ่มเสี่ยงที่ต้องระวัง           แม้ว่าโรคไวรัสตับอักเสบ อี ผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่จะสามารถหายเองได้ แต่ในกลุ่มผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงต้องระมัดระวังเป็นพิเศษเนื่องจากมีอัตราการเสียชีวิตสามารถสูงถึงเกือบ 50% ได้แก่สตรีมีครรภ์ ที่กำลังตั้งครรภ์ในช่วงไตรมาสที่ 3ผู้สูงอายุ เนื่องจากภูมิคุ้มกันลดลงตามวัยผู้ป่วยโรคตับแข็งผู้ป่วยภูมิคุ้มกันบกพร่อง เช่น ผู้ติดเชื้อ HIV หรือผู้ที่ได้รับยากดภูมิคุ้มกันผู้ป่วยที่ได้รับการปลูกถ่ายอวัยวะ เนื่องจากร่างกายไม่สามารถกำจัดเชื้อไวรัสออกเองได้ อาจทำให้เกิดการติดเชื้อเรื้อรัง ต้องได้รับการรักษาอย่างใกล้ชิด            ผู้ป่วยในกลุ่มเสี่ยงเหล่านี้ต้องได้รับการดูแลและการเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด เพื่อเฝ้าระวังภาวะตับวาย แหล่งปนเปื้อนเชื้อ และอาหารที่ต้องระวัง          อาหารชนิดที่เชื้อมักปนเปื้อน ได้แก่ พวก หมู หมูป่า หอยเชลล์ หรืออาหารอื่นๆ ที่ปนเปื้อนเชื้อ ซึ่งมักอยู่ในแหล่งที่มีการระบาดของโรค มักอยู่ในประเทศที่ระบบสาธารณสุข และสุขาภิบาลยังไม่ดี เช่น อินเดีย แอฟริกา เม็กซิโก เนปาล  จีนบางพื่นที่  หากต้องเดินทางไปยังประเทศเหล่านี้จะต้องระมัดระวังอาหารการกินโดยเฉพาะเนื้อหมู หมูป่า เนื้อกวาง และอาหารที่ไม่สุกต่างๆวิธีการป้องกันและฆ่าเชื้อไวรัสตับอักเสบ อี           ความน่ากลัวของเชื้อไวรัสตับอักเสบ อี คือ เชื้อจะยังคงสามารถแบ่งตัวและเจริญเติบโตได้หากได้รับความร้อนต่ำกว่า 60 องศาเซลเซียส ดังนั้น การป้องกันจึงต้องทำอย่างถูกวิธี ดังนี้ปรุงอาหารให้สุกด้วยความร้อนสูง: การประกอบอาหารต้องใช้ความร้อนอุณหภูมิ 100 องศาเซลเซียส ขึ้นไป เป็นเวลาอย่างน้อย 1–5 นาที จึงจะสามารถทำลายเชื้อไวรัสตับอักเสบ อี ได้อย่างสมบูรณ์การฆ่าเชื้อในน้ำดื่ม: หากใช้น้ำประปาหรือน้ำดื่มที่ต้องระวังการปนเปื้อน ควรมีการผสมคลอรีนให้มีค่า คลอรีนอิสระตกค้าง (Residual Chlorine) อยู่ที่ 0.3 – 0.6 mg/L และตั้งทิ้งไว้อย่างน้อย 30 นาที ก่อนนำมาใช้หรือบริโภคแนวทางการรักษาและวัคซีนป้องกัน            การรักษาในปัจจุบันยังไม่มียาต้านไวรัสเฉพาะสำหรับผู้ติดเชื้อทั่วไป การรักษาจึงเน้นไปที่การรักษาตามอาการ (Symptomatic Treatment) เช่น ให้ยาบรรเทาอาการคลื่นไส้ พักผ่อนให้เพียงพอ และเฝ้าระวังภาวะแทรกซ้อน ส่วนกลุ่มผู้ป่วยภูมิคุ้มกันบกพร่องที่มีการติดเชื้อเรื้อรัง แพทย์อาจพิจารณาให้ยาต้านไวรัสเฉพาะทางสถานการณ์วัคซีนป้องกันในประเทศไทยปัจจุบัน ยังไม่มีวัคซีนป้องกันโรคไวรัสตับอักเสบ อี ให้บริการในต่างประเทศ มีการศึกษาและอนุมัติใช้วัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบ อี ในบางประเทศเท่านั้น เช่น จีน, ปากีสถาน และเยอรมนี ตัวอย่างเช่น วัคซีนชนิด HEV 239 (Hecolin®) อย่างไรก็ตาม วัคซีนดังกล่าวยังอยู่ในช่วงการศึกษาและยังไม่สามารถป้องกันได้ครอบคลุมทุกสายพันธุ์ (Genotype) ของเชื้อไวรัส          การป้องกันโรคไวรัสตับอักเสบ อี ที่ดีที่สุดในปัจจุบัน คือการใส่ใจในสุขอนามัยการกิน “ยึดหลัก กินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือ” เลี่ยงการรับประทานเนื้อหมู หมูป่า หอย หรือเนื้อสัตว์อื่นๆ ที่ปรุงดิบหรือสุกๆ ดิบๆ และเลือกระหว่างน้ำดื่มที่สะอาดบริสุทธิ์ หากท่านหรือคนในครอบครัว โดยเฉพาะผู้ที่เป็นกลุ่มเสี่ยง มีอาการสงสัย ควรรีบพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยและรับการดูแลทันทีReferences -Iqbal H et al. Hepatitis E infection: A review. World J Virol. 2023 Dec 25;12(5):262-271 -Songtanin B et al. Hepatitis E Virus Infections: Epidemiology, Genetic Diversity, and Clinical Considerations. Viruses. 2023 Jun 17;15(6):1389. -Centers for Disease Control and Prevention | CDC (.gov) -World Health Organization (WHO) https://www.who.int
นพ.ปุณภณ วรานพหิรัญ
Read details